ขึ้นชื่อว่าอิตาลีแล้ว ไม่มีใครไม่รู้ว่าเป็นประเทศที่สวยงามและน่าจดจำที่สุดหนึ่งประเทศหนึ่ง ยิ่งสำหรับคอกาแฟที่ใช้ชีวิตขลุกอยู่กับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยแล้ว มีวลีฮิตที่พูดกันคิดปากมาช้านานว่า หากมาเยือนอิตาลีแล้ว ไม่ได้ลองจิบกาแฟรสเลิศที่มีชื่อเสียงของที่นี่สักแก้วหนึ่ง การตะลุยดินแดนมะกะโรนีทริปนั้น คงไม่อาจเรียกได้ว่ากลมกล่อมสมบูรณ์แบบ ประมาณว่า...ไปไม่ถึงอิตาลี!

กาแฟในแบบฉบับของชาวอิตาเลี่ยนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแสนอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นวิถีแห่งความรื่มรมย์ เป็นส่วนหนึ่งชีวิตประจำวัน เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแรงและหลากหลาย การดื่มกาแฟจึงเปี่ยมไปด้วยความสุขและความเบิกบานใจ ยิ่งกว่านั้นอิตาลียังเป็นต้นตำรับเมนูกาแฟหลายชนิด จะว่าไปแล้วเมืองท่องเที่ยวอย่าง โรม เนเปิลส์ เวนิส ตูริน มิลาน ปิซ่า เซียนา หรือฟลอเรนซ์ ต่างก็เป็นหนึ่งในเมืองกาแฟชั้นเยี่ยมของโลกทั้งสิ้น มีจุด ‘ฮอตสปอต’ ของคาเฟ่จำนวนนับไม่ถ้วนทั่วทุกมุมเมืองทีเดียว

....ขนาดมื้ออาหารเช้าตามโรงแรมที่พักธรรมดาๆ กาแฟที่เสิร์ฟยังจัดว่าอร่อย ชิมแล้วไม่รอช้าต้องรีบกด Like ให้ทันที

นับจากอดีต ชาวอิตาลีสร้างสรรค์อาหารจานเด็ดที่ขึ้นชื่อมากมาย เป็นต้นว่า พิซซ่า พาสต้า สปาเก็ตตี้ ลาซานญ่า ฯลฯ เครื่องดื่มกาแฟก็เฉกเช่นกัน อิตาลีเป็นต้นกำเนิดเมนูกาแฟที่โด่งดังและรู้จักกันทั่วโลกหลายตำรับ ที่เห็นสั่งมาดื่มกันเป็นประจำตามร้านกาแฟ ก็มี คาปูชิโน กาแฟเติมนม เอสเพรสโซ กาแฟรสเข้มขลังและอเมริกาโน กาแฟที่เติมน้ำร้อนผสมลงไปในเอสเพรสโซ

สัปดาห์นี้ จึงใคร่ขอนำเสนอกาแฟอิตาลีแท้ๆ อีกหนึ่งตัว นั่นคือ ‘Affogato’ (อัฟโฟกาโต้) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า ‘Espresso Affogato’ กาแฟเอสเพรสโซใส่ไอศกรีม อยากให้ได้ลิ้มลองกันครับ

 1111111

อัฟโฟกาโต้ เป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากการนำ ‘สองสุดยอด’ ของอิตาลีมาจับคู่ผสมผสานกันอย่างแนบเนียน นั่นคือ กาแฟ ‘เอสเพรสโซ’ อันหอมเข้มข้น กับไอศกรีม ‘เจลาโต้’ (Gelato) ที่หวานฉ่ำละมุน กลายเป็นรสชาติที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ตัดกันกลมกลืนอย่างถูกลิ้นถูกปากระหว่างกาแฟกับไอศกรีม

เอาเข้าจริงๆ แล้ว อัฟโฟกาโต้ ถูกจัดให้อยู่ในหมวดไหนแน่ ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน เพระทั้งเว็บไซต์แนวเครื่องดื่มและของหวาน ต่างแจกจ่ายสูตรนี้กันเต็มไปหมด แต่มีการใช้คำรวมๆ ว่า Italian Iced Coffee Dessert

สอบถามเพื่อนผู้เป็นไกด์มากประสบการณ์ประจำสายยุโรป จึงได้ความรู้มาว่า ร้านอาหารและร้านกาแฟในอิตาลี จัดให้เป็นเครื่องดื่ม ส่วนนอกอิตาลีนั้นส่วนใหญ่มองว่าเป็นได้ทั้งเครื่องดื่มและของหวาน จะเป็นของหวานหรือเครื่องดื่มก็ไม่เกี่ยง เอาเป็นว่า ถ้าคุณหลงใหลในรสชาติกาแฟและไอศกรีมล่ะก็ เมนูนี้ถือว่า ใช่เลย..!

เป็นเมนูที่ทำง่ายแต่สุดคลาสสิค เพิ่งเกิดขึ้นในอิตาลีเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ในดิกชันนารี Merriam-Webster Dictionary ระบุว่า คำ Affogato ปรากฎครั้งแรกในภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1992 แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา ไปอยู่ในดวงใจของผู้ชื่นชอบรสชาติเฉพาะตัวจำนวนมาก ตามร้านกาแฟแทบจะมีเมนูนี้บรรจุแทบทุกแห่ง ในบ้านเราหาชิมได้ไม่ง่ายเลย ด้วยคนไทยยังไม่นิยมเท่าไหร่ แต่ก็มีหลายๆ ร้านที่ขึ้นป้ายเมนูนี้ น่าติดตามไปรีวิวกันจริงๆ ครับ

ไปดูความเป็นมากันสักนิด Affogato เป็นคำจากภาษาอิตาลี แปลว่า ‘จม’ หรือ ‘ถูกทำให้จม’ ดังนั้น Affogato al Caffe จึงแปลว่า ‘จมลงในกาแฟ’ สิ่งที่จมลงในเอสเพรสโซก็คือ ไอศกรีมนั่นเอง เนื่องจากตามสูตรการทำนั้น จะใช้ช้อนตักไอศกรีมหรือสคู๊ป ควักเนื้อไอศกรีมขึ้นมา 1 ช้อนเป็นลูกกลม ใส่ลงไปในถ้วยกาแฟเซรามิคสีขาว แล้วค่อยๆ เทเอสเพรสโซร้อนลงไป 1 ช็อตอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความเข้มข้นของครีม่าสีน้ำตาลอ่อนและน้ำกาแฟร้อนไหลลงลูบไล้ผิวหน้าอันเย็นฉ่ำของไอศกรีม จนละลายกลายเป็นฟองครีมล้อมรอบเนื้อไอศกรีม จินตนาการประหนึ่งธารลาวาสุดร้อนไหลจากฟากฟ้าลงสู่ยอดภูเขาไฟที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวนวล....ก่อนใช้ช้อนน้อยๆ ตักขึ้นมากิน

222222222

แต่ดั้งเดิมนั้นใช้ไอศกรีมเจลาโต้รสวานิลลา ก่อนที่จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เพิ่มรสไอศกรีมเข้าไปหลายรสด้วยกัน เช่น ไอศกรีมรสสตรอว์เบอรี่ รสชาเขียว หรือรสมินต์ช็อกโคแลตชิพ แล้วแต่รสนิยมความชอบส่วนบุคคล ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมทางอาหารที่วิวัฒนาการไปตามกาลเวลา ไม่มีถูก-ผิดแต่ประการใด

ในปัจจุบัน มีการปรับสูตรและเปลี่ยนภาชนะใส่ตามรสนิยมและวัตถุดิบที่หาได้ตามท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เพิ่มปริมาณไอศกรีมเป็น 2-3 ลูก ใช้กาแฟผสมช็อกโกแลตแทนเอสเพรสโซ มีการเติมเหล้า เช่น เหล้าเบย์ลี่ส์ ไอริช ครีม หรือเหล้าอะมาเร็ตโต้ (กลั่นจากบรั่นดีผสมกับผลแอปริคอต, ถั่วอัลมอนด์ ,วานิลา และน้ำเชื่อม) เพิ่มเข้าไปอีก 1 ช็อต บางสูตรเพิ่มเอสเพรสโซเป็น 2 ช็อต


บ้างก็นิยมใช้อัลมอนด์อบสไลด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์บด , ช็อคโกแลตชิฟ, มะพร้าวขูด, ลูกเบอร์รี่, ทอฟฟี่รังผึ้งฮันนี่คอบ์ หรืออบเชย เป็นท็อปปิ้งโรยหน้าอัฟโฟกาโต้ เพื่อเพิ่มมิติด้านความกรุบกรอบ บางร้านกลัวยังไม่หวานเพิ่มน้ำเชื่อมเข้าไปอีก แถมเพิ่มสีเขียวด้วยการปักใบสะระแหน่ 1 ใบ ลงไปบนยอดไอศกรีมก็มี เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่เปี่ยมสีสันสุดๆ ไปเลย


อย่างภาชนะที่ใส่อัฟโฟกาโต้ เดิมก็ใช้ถ้วยกาแฟเซรามิคสีขาวธรรมดาๆ นี่แหละ ตอนหลังบาริสต้ายุคใหม่ก็เปลี่ยนไปใช้แก้วใสแทน เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นการแยกชั้นภายในแก้วระหว่างสีไอศกรีมกับสีน้ำกาแฟ เหมือนชื่นชมงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แต่เป็นศิลปะที่มีกลิ่น รสชาติ และกินได้ ซึ่งภาชนะแก้วใสนั้น ก็นำแก้วเครื่องดื่มชนิดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ทั้งแก้วแชมเปญ แก้ววิสกี้ แก้วบรั่นดี แก้วไวน์ ได้หมดครับ แต่แก้วเบียร์ยังไม่เห็นนะ ออกจะใหญ่มากไปหรือเปล่า...ไม่แน่ใจ


 33333


ส่วนเครื่องชงกาแฟนั้น เดี๋ยวนี้ก็หันมาใช้เครื่องชงกาแฟแคปซูลอย่างเนสเพรสโซ แทนเครื่องชงเอสเพรสโซ สำหรับผลิตกาแฟที่ใช้ราดลงไปบนไอศกรีม เพราะให้รสชาติและกลิ่นคล้ายกันมาก หรือจะใช้หม้อต้มแบบ Moka pot ก็ได้นะ แต่จะไม่มีครีม่าออกมาให้เห็นกันตอนนำน้ำกาแฟรินลงไปบนไอศกรีม อาจจะขาดสีสันความสวยงามไปบ้าง


บางร้านที่ลูกค้าประจำไม่ชอบกาแฟเข้มขลังอย่างเอสเพรสโซ ก็เปลี่ยนไปใช้กาแฟดริปที่รสชาติอ่อนกว่าแทน หรือจะใช้กาแฟจากเครื่องชงรุ่นเก่าอย่างเฟรนช์เพรส หรือรุ่นใหม่ๆ อย่างแอโรเพรสก็ได้ นิยมท็อปปิ้งกันด้วยช็อกโคแลตชิพ


ช่วงที่กระแสกาแฟโคลด์บรูว์กำลังมาแรงอย่างนี้ มีบาริสต้าลองใช้กาแฟโคลด์บรูว์เป็นฐาน ใส่น้ำแข็งก้อนเล็กลงไป แล้วโปะหน้าด้านบนด้วยไอศกรีม ตั้งชื่อให้ว่า Cold Brew Affogato ซึ่งสลับขั้วกับ Expresso Affogato ที่ไอศกรีมนั้นอยู่ล่าง กาแฟอยู่บน


ร้านกาแฟแนวอินดี้บางร้านในบ้านเรา หันมาใช้ไอศกรีมกะทิเป็นพื้นฐานแทนวนิลา ด้วยกะทิจากมะพร้าวนั้นถือว่าเป็นของดีของเด่นของเมืองไทย เมื่อราดรินด้วยเอสเพรสโซลงไป ได้รสชาติหอม หวานๆ มันๆ ขมๆ อร่อยถูกใจจริงๆ อยากให้ชิม ขอบอกเลย...


444444


นอกจากใช้กาแฟเอสเพรสโซที่ชงได้ตามมาตรฐานแล้ว ไอศกรีมก็ต้องมีคุณภาพด้วยเช่นกัน เนื่องจากอัฟโฟกาโต้นั้นมีต้นกำเนิดจากอิตาลีซึ่งมีเสียงมากในเรื่องไอศรีมเนื้อแน่น เนียนนุ่มลิ้น เรียกกันว่า ‘เจลาโต้’ ซึ่งดูหน้าตาแล้วก็เหมือนไอศกรีมทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างไปจากไอศกรีมอื่นๆ ก็คือ ส่วนผสม และการผลิตในบางขั้นตอน จึงทำให้มีปริมาณไขมันน้อย มีการใส่กลิ่นเติมสีน้อยมาก รสชาติจึงเข้มข้น ได้รับความนิยมสูงมาก ขายดิบขายดีไปทั่วโลก อย่าว่าแต่เด็กเลย ขนาดผู้ใหญ่หลายๆ คนลองชิมแล้วยังติดใจ


คำว่า Gelato เป็นภาษาอิตาเลี่ยน มีความหมายเช่นเดียวกับไอศกรีม คำๆ นี้โดยทั่วไปใช้เรียกไอศกรีมที่ทำขึ้นตามแบบอิตาลี รสชาติที่ผลิตกันมาแต่เดิมนั้นก็มีพวกวนิลลา, ช็อกโคแลต, ฮาเซลนัท, พิสตาชีโอ, คัสตาร์ด และช็อคโกแลตชิพ ซึ่งว่ากันตามกฎหมายของประเทศนี้แล้ว ได้กำหนดให้เจลาโต้มีไขมันเนยอย่างต่ำร้อยละ 3.5 เทียบกับไอศกรีมอื่นๆ ที่มีปริมาณไขมันร้อยละ 10


คนทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียและยุโรป ทั้งกรีซ โรม เปอร์เซีย และจีน ต่างทำไอศกรีมกินกันมานับเป็นพันๆ ปี ขณะที่ไอศกรีมตามแบบอิตาลีเริ่มมีชื่อเสียงปรากฎมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยฝีมือเชฟอิตาเลี่ยนชื่อ ฟรานเชสโก โปรโคปิโอ เด โคลเตลลี ชาวเกาะซิซิลี ผู้ซึ่งเข้าไปเปิดร้านกาแฟในกรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1686 ตั้งชื่อว่า ‘Cafe Procope’


เชฟชาวซิซิลี มีการนำไอศกรีมเจลลาโต้จากอิตาลีไปขายในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ผ่านทางร้านกาแฟแห่งนี้ด้วย ทำให้ชื่อเสียงของไอศกรีมสไตล์อิตาลีขจรขจายไกลไปทั่วดินแดนยุโรป


555555


ในอิตาลีนั้น ผู้คนมักนิยมกินอัฟโฟกาโต้กันหลังมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ด้วยแล้ว ไอศกรีมวานิลลาราดด้วยเอสเพรสโซร้อนๆ อย่างนี้ เป็นของหวานที่แทบจะขาดไม่ได้เลย รวมไปถึงทัวร์ไทยที่เดินทางไปเที่ยวอิตาลี ก็มักไปนั่งละเอียดอัฟโฟกาโต้ด้วยเหมือนกัน เห็นบอกว่า ในเมืองฟลอเรนซ์นั้น รสชาติดีและอร่อยเป็นที่สุด


ถ้าท่านผู้อ่านเกิดสนใจอยากลองลิ้มชิมรสเอสเพรสโซใส่ไอศกรีมขึ้นมา เมื่อเข้าไปนั่งในร้านแล้วพนักงานหยิบกาแฟเอสเพรสโซในโถเล็กๆ กับไอศกรีมในถ้วยมาเสิร์ฟให้ ก็ไม่ต้องแปลกใจ เป็นทริคของทางร้านที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีๆ ให้กับลูกค้า มอบช่วงจังหวะที่เป็น ‘ไฮไลท์’ ของเมนูให้ลองทำดูด้วยตัวเอง นั่นคือ เมื่อเอสเพรสโซถูกรินช้าๆ ลงบนไอศกรีม ความร้อนขมขลังพบกับความเย็นหวานฉ่ำ ...ร้านอย่างนี้มีเสน่ห์นะ ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกจำเจ


เมนู ‘สองสุดยอด’ ของอิตาลีนี้ ทำได้ไม่ยากเลย แค่มีเครื่องชงกาแฟกับไอศกรีมแช่เย็นเท่านั้น ถ้าจะให้ดีขอเป็นเครื่องชงแบบเอสเพรสโซ ส่วนไอศกรีม อยากให้เริ่มลองด้วยไอติมโบราณแบบบ้านๆ ของไทยเรา เช่น รสกะทิ รสเผือก รสทุเรียน หรือไอศกรีมรวมมิตร แต่ก่อนลงมือทำ แนะนำให้นำภาชนะที่จะใช้ไอศกรีมไม่ว่าจะเป็นถ้วยหรือแก้ว ไปแช่ตู้เย็นสักพักให้เย็นเฉียบ ป้องกันไอศรีมละลายเร็วนั่นเอง


น่าลองทำลองชิมนะครับ โดยเฉพาะช่วงเก็บตัวอยู่กับบ้าน สร้างระยะห่างทางสังคม ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ ได้ชิมสักถ้วยสองถ้วย น่าจะคลายร้อนได้เป็นอย่างดีทีเดียว


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/1965


รูปจาก: https://sistacafe.com/summaries/44820

Labels: 0 comments |

แจกฟรี 6 สูตรกาแฟโบราณ พร้อมนับแคลอรี

แจกสูตรกาแฟโบราณหอมเข้มข้นรู้ไว้ชงดื่มเองก็ดี จะไปสั่งให้ถูกแก้วถูกปากกับรสชาติแต่ละประเภทก็เวิร์ก หรือชงทำขายก็รวย โดย faywhale

บอกต่อความเก๋าของกาแฟรุ่นพ่อ อย่าง โอเลี้ยง โอยั๊วะ หรือยกล้อ ที่หลายคนอาจจะเคยยืนงงหน้าร้านกาแฟโบราณว่ามันต่างกันยังไง วันนี้ Wongnai ขอแฉ พร้อมแจกสูตรให้เพื่อน ๆ ได้รู้กันว่าความเก๋าของแต่ละตัวมันต่างกันอย่างไร เพราะนอกจากจะสั่งถูกแล้วยังได้สูตรไปลงกาแฟโบราณเปิดร้านได้เลยอีกด้วย พร้อมนับแคลอรีกันแก้วต่อแก้ว!

กาแฟโบราณคืออะไร

คนไทยเริ่มรู้จัก และนิยมดื่มกาแฟมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะทหารต่างแดนนำเข้ามาทำให้มีราคาแพงมาก เราคนไทยเมื่อคั่วเมล็ดกาแฟเองจึงเติมข้าวโพด ข้าวฟ่าง และธัญพืชอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมเข้ากันลงไป แล้วแต่สูตรของแต่ละบ้านเพื่อลดปริมาณต้นทุน และเติมแบะแซลงไปทำให้เมื่อเจอกับความร้อนจะละลายกลายเป็นการเพิ่มกลิ่นคาราเมลหอมหวานยิ่งขึ้น 

ประเภทของกาแฟ

1. กาแฟโบราณ เมล็ดกาแฟโบราณจะใช้เกรดที่รองลงมาจากเมล็ดกาแฟสดทั่ว ๆ ไป นำมาคั่วรวมกับธัญพืชอย่างข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่หยาบเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นกลิ่นหอมเข้มข้นเฉพาะตัว ส่วนวิธีการชงต้องใช้ถุงชงเท่านั้นเพื่อกรองกากแยกไว้ และใช้น้ำเดือดจัดกลิ่นกับรสชาติของกาแฟโบราณจะได้แตกออกมาเต็มที่ ชนิดที่ว่าดื่มจนตาค้างเป็นนกฮูก!

2. กาแฟสด ใช้เมล็ดกาแฟระดับพรีเมียมบดละเอียด ขั้นตอนการคั่วเมล็ดกาแฟไม่มีธัญพืชใด ๆ ผสมลงไป และต้องใช้เครื่องแรงดันหรือเครื่องชงกาแฟในการชง

3. กาแฟสำเร็จรูป กาแฟผงละเอียดที่ถูกผลิตออกมาให้บริโภคได้ง่าย เพียงแค่ฉีกซองเติมน้ำร้อน ก็สามารถชงดื่มได้เลย ซึ่งเหมาะกับยุคปัจจุบันทันด่วนที่ต้องรีบขึ้นบีทีเอสไปทำงานเป็นอย่างมาก

แจกสูตร 6 กาแฟโบราณ

1.โอยัวะ

คำนี้มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว “โอ” แปลว่า ดำ “ยัวะ” แปลว่า ร้อน รวมคำกันจึงแปลได้ว่าเป็นกาแฟดำร้อน เป็นอเมริกาโนแบบไทยโบราณที่ไม่ใส่ครีมหรือน้ำตาลนั่นเอง เรียกได้ว่าเข้มข้นสุดติ่งตาค้างตาแข็งกันเลย

สูตรโอยัวะ (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 3/4 ถ้วย

วิธีชงโอยัวะ

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด ให้กาแฟไหลลงในถ้วยชงแก้วแรก เมื่อน้ำกาแฟไหลออกหมดแล้ว ยกถุงชงออกแล้วเทกาแฟที่ได้ลงในถ้วยชงแก้วที่สอง โดยเราจะถ่ายกาแฟระหว่างถ้วยชงแก้วแรกและแก้วที่สอง 3-4 รอบ เพื่อให้รสชาติและกลิ่นหอมแตกออกมาอย่างเข้มข้น จากนั้นเทใส่แก้วพร้อมดื่มโอยัวะรสเข้มได้เลย

นับแคลอรีโอยัวะ โอยัวะหรือกาแฟดำอย่างที่ได้ทำความรู้จักกันไปแล้วแก้วนี้ให้พลังงานเพียงแค่ 2-3 kal เท่านั้น ย้ำนะว่าต้องเป็นกาแฟดำเพียว ๆ มีแค่กาแฟ น้ำร้อน แต่ถ้าใส่น้ำตาลเติมนมลงไปล่ะก็แคลอรีก็พุ่งสิจ๊ะ

คนที่ดื่มโอยัวะ เชื่อว่าคนที่ชอบดื่มกาแฟเข้มข้นสุดติ่งนี้มักจะเป็นคนคมเข้ม เอาจริงเอาจัง เพราะไม่อย่างนั้นร่างกายจะรับคาเฟอีนเข้มข้นระดับสุดที่สามารถทำให้ตาค้างเป็นนกฮูกได้ยังไงล่ะ

2.โอเลี้ยง

ลดระดับความเข้มลงมาอีกนิด แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้นด้วยน้ำตาลไม่กี่ช้อนชาก็จะกลายเป็น “โอเลี้ยง” ซึ่งคำนี้มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว เป็นเครื่องดื่มของชาวจีนที่อพยพมาหลังสมัยกรุงศรีอยุธยา “โอ” แปลว่า ดำ ส่วนคำว่า “เลี้ยง” แปลว่าเย็น เมื่อรวมคำกันก็กลายเป็นกาแฟดำใส่น้ำแข็ง

สูตรโอเลี้ยง (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 3/4 ถ้วย

3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา

วิธีชงโอเลี้ยง

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด ให้กาแฟไหลลงในถ้วยชงแก้วแรก เมื่อน้ำกาแฟไหลออกหมดแล้ว ยกถุงชงออกแล้วเทกาแฟที่ได้ลงในถ้วยชงแก้วที่สอง โดยเราจะถ่ายกาแฟระหว่างถ้วยชงแก้วแรกและแก้วที่สอง 3-4 รอบ เมื่อได้ที่แล้วให้เทกาแฟลงในแก้วตามด้วยน้ำตาล คนให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ

นับแคลอรีโอเลี้ยง กาแฟดำแก้วดีแก้วเดิม ที่เพิ่มเติมคือน้ำตาลไม่กี่ช้อนชา ซึ่งมาพร้อมกับพลังงานที่เพิ่มขึ้น น้ำตาล 1 ช้อนชาให้พลังงาน 15 kal โอเลี้ยงแก้วนี้จึงให้พลังงานทั้งหมด 47 kal

คนที่ดื่มโอเลี้ยง ระดับความเข้มลงไปอีกหนึ่งสเต็ป แต่เพิ่มเติมด้วยความหวาน ความโหดเบื้องหน้าที่แท้ก็ซ่อนความหวานเล็ก ๆ ไว้นี่เองทราย 

3.โอเลี้ยงจ้ำบ๊ะ 

แก้วนี้ชายใดสั่งอย่าได้ผิดหวัง เพราะคนชงเขาไม่ได้มาเต้นจ้ำบ๊ะโชว์หรอกนะ แต่เป็นโอเลี้ยงดี ๆ นี่เอง โดยจะใช้น้ำหวานสีแดงหรือน้ำหวานสีเขียวแทนน้ำตาลทราย กลิ่น และรสชาติจึงหอมหวานไปอีกแบบ ส่วนที่มาของชื่อนั้นเชื่อว่ามาจากน้ำแข็งไสจ้ำบ๊ะที่ใช้น้ำหวานสีแดงหรือสีเขียวราด

สูตรโอเลี้ยงจำบ๊ะ (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 3/4 ถ้วย

3. น้ำหวานสีแดงหรือสีเขียว 4 ช้อนชา

วิธีชงโอเลี้ยงจ้ำบ๊ะ

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด ให้กาแฟไหลลงในถ้วยชงแก้วแรก เมื่อน้ำกาแฟไหลออกหมดแล้ว ยกถุงชงออกแล้วเทกาแฟที่ได้ลงในถ้วยชงแก้วที่สอง โดยเราจะถ่ายกาแฟระหว่างถ้วยชงแก้วแรกและแก้วที่สอง 3-4 รอบ แล้วเทใส่แก้วกาแฟ เติมน้ำหวานลงไป โอเลี้ยงจ้ำบ๊ะก็พร้อมดื่ม

นับแคลอรีโอเลี้ยงจ้ำบ๊ะ แค่เปลี่ยนจากน้ำตาลทรายมาเป็นน้ำหวานสีแดงแทน แคลอรีก็เพิ่มขึ้นมาอีก โดยน้ำหวานสีแดง 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 20 kal โอเลี้ยงจ้ำบ๊ะจึงมีแคลอรีทั้งหมด 82 kal

คนที่ดื่มโฮเลี้ยงจ้ำบ๊ะ ยั่วยวนนิด ๆ ขี้เล่นหน่อย ๆ เป็นคาแรคเตอร์ของคนดื่มโอเลี้ยงจ้ำบ๊ะอย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นคงจะไม่เต้นจ้ำบ๊ะแทนคนขายที่กำลังชงกาแฟหรอก

4.โอเลี้ยงยกล้อ

โอเลี้ยงยกล้อ ไม่ได้มาจากคนชงกาแฟไปยกล้อไปนะจ๊ะ แต่ยกล้อที่ว่าคือโอเลี้ยงใส่นมนั่นเอง สันนิษฐานว่าในสมัยนั้นยี่ห้อนมข้นจืดชนิดหนึ่งเป็นรูปจักรยาน เมื่อคนชงเทนมลงไปลักษณะคล้ายการยกล้อ จึงเรียกโอเลี้ยงใส่นมว่ายกล้อแต่นั้นมา หรือจะเรียกว่าเป็นลาเต้เวอร์ชั่นฝรั่งก็ได้

สูตรโอเลี้ยงยกล้อ (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 3/4 ถ้วย

3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา

4. นมสด สำหรับราดบนกาแฟ

วิธีชงโอเลี้ยงยกล้อ

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด ให้กาแฟไหลลงในถ้วยชงแก้วแรก เมื่อน้ำกาแฟไหลออกหมดแล้ว ยกถุงชงออกแล้วเทกาแฟที่ได้ลงในถ้วยชงแก้วที่สอง โดยเราจะถ่ายกาแฟระหว่างถ้วยชงแก้วแรกและแก้วที่สอง 3-4 รอบ ใส่แก้วกาแฟตามด้วยน้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลละลาย แล้วราดนมสดด้านบนตามใจชอบเลย

นับแคลอรีโอเลี้ยงยกล้อ มายกล้อกันแบบมัน ๆ กับแคลอรีจากนมสด 1 ช้อนโต๊ะ มีพลังงาน 10 kal ฉะนั้นเวลาเรายกล้อชง เอ้ย...เวลาเราราดนมสดบนโอเลี้ยงยกล้อแคลอรีที่ได้จึงเท่ากับ 67 kal

คนที่ดื่มโอเลี้ยงยกล้อ เพราะรสหวานนัว ๆ กับนมสดยกล้อ จึงกลายเป็นที่มาความของสนุกสนานแบบมัน ๆ ตามประสาคนยกล้อไปสั่งกาแฟ

5.โกปี๊

โกปี๊มาจากคำว่า Coffee สำเนียงภาคใต้ออกเสียงว่า โกปิ๊ โกปี้ หรือโกปี แล้วแต่ท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกาแฟดำใส่นมข้นหวาน แต่ถ้าเรียกว่า “โกปี๊ออ” คือกาแฟดำร้อน ไม่ใส่นม และเมื่อไหร่ที่ลงใต้เป็นต้องได้จิบกาแฟคู่กับติ่มซำหรือไม่ก็หมย่าง นั่นเป็นเพราะชาวใต้รับวัฒนธรรมมาจากจีนจึงพิถีพิถันเรื่องเครื่องเคียงกินคู่กันเป็นพิเศษ

สูตรโกปี๊ (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 3/4 ถ้วย

3. นมข้นหวาน 5 ช้อนชา

วิธีชงโกปี๊

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด เทกาแฟถ่ายไปมาระหว่างถ้วยชงทั้งสองประมาณ 3-4 รอบ เทใส่แก้วกาแฟ ตักเติมนมข้นหวานลงไปโลดด

นับเชคแคลอรีโกปี๊ ผู้ชนะสำของการมีแคลอรีมากที่สุดในวันนี้ก็คือโกปี๊นั่นเอง เพราะนมข้นหวาน 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 20 kal ซึ่งใส่ไปถึง 5 ช้อนชา ทั้งหมดทั้งมวลเมื่อรวมแล้วโกปี๊แก้วนี้มีพลังงาน 102 kal

คนที่ดื่มโกปี๊ ความเข้มของคนดื่มที่แท้ก็ถูกเพิ่มเติมด้วยความหอมมันของนมข้นหวาน กลายเป็นคนขมอมหวาน

6.กาแฟเย็น 

เมนูยอดฮิตเวลาไปสั่งที่ร้านน้ำรถเข็นพูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่า กาแฟเย็น คนชงก็จะชงกาแฟใส่นมข้นหวาน นมสด และน้ำแข็งมาให้ เป็นกาแฟเย็นที่จัดเต็มรสหอมหวาน มิตรแสนดีของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศที่ต้องการเติมพลังยามเช้า ยามสาย และยามบ่าย

สูตรกาแฟเย็น (สำหรับ 1 แก้ว)

1. ผงกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำร้อน 1+1/2 ถ้วย

3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

4. นมข้นหวาน 2 ช้อนชา

5. นมสด สำหรับราดบนกาแฟ

วิธีชงกาแฟเย็น

เตรียมถ้วยชงกาแฟไว้ 2 ถ้วย จากนั้นเทผงกาแฟใส่ถุงชง ตามด้วยน้ำร้อนที่เดือดจัด ให้กาแฟไหลลงในถ้วยชงแก้วแรก เมื่อน้ำกาแฟไหลออกหมดแล้ว ยกถุงชงออกแล้วเทกาแฟที่ได้ลงในถ้วยชงแก้วที่สอง โดยเราจะถ่ายกาแฟระหว่างถ้วยชงแก้วแรกและแก้วที่สอง 3-4 รอบ เทใส่แก้วกาแฟตามน้ำตาลทราย และนมข้นหวาน คนให้เข้ากัน ราดด้วยนมสดด้านบน

นับแคลอรีกาแฟเย็น แก้วนี้จัดเต็มครบสูตรทั้งน้ำตาลทราย นมข้นหวาน และนมสด แต่สงสัยไหมว่าทำไมให้พลังงานเพียง 77 kal ไม่มากเท่าโกปี๊ ก็เพราะว่าสูตรนี้ใส่นมข้นหวานไปแค่ 2 ช้อนชายังไงล่ะ

คนที่ดื่มกาแฟเย็น ด้วยความลงตัวของรสชาติจากน้ำตาล นมข้นหวาน และนมสด คนที่ดื่มกาแฟเย็นจึงเป็นอะไรที่ครบเครื่อง

เชคแคลอรีกาแฟโบราณทั้ง 6 สูตร!

เรื่องความชอบในรสชาติของกาแฟแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันไป ใครชอบเข้มมากก็เติมปริมาณผงกาแฟเพิ่มอีกหน่อย ใครชอบหวานก็เพิ่มน้ำตาลอีกนิด ส่วนใครชอบหวานมันก็เพิ่มนมหรือนมข้นหวานไป แต่อย่าลืมว่าความหวานมันที่เพิ่มลงไปย่อมมาพร้อมกับปริมาณแคลอรีที่เพิ่มทวีคูณ ใครที่ได้ลองสูตรจาก Wongnai ไปแล้วอย่าลืมมาแชร์ความเข้มข้นหอมสุดติ่งของกาแฟแต่ละแก้วกันบ้างนะคะ

Cr: หนังสือกาแฟ 3 สไตล์ โดย อาจารย์เชษฐา ใจใส

https://www.wongnai.com/food-tips/6-thai-coffee

http://www.coffeefavour.com/traditional-black-coffee

http://www.coffeeandtealover.com/2010/08/kopi-introduction/ 

Labels: 0 comments |

‘Dirty Coffee’ ถึงเปรอะเปื้อน...แต่ชัดเจนในรสชาติ

By ชาลี วาระดี, facebook: CoffeeByBluehill

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเมนูกาแฟนมที่จัดว่า ‘ใหม่’ ตัวหนึ่ง ได้รับความนิยมอย่างสูงในเมืองไทยเรา ขนาดติดอยู่ในลิสต์รายชื่อเครื่องดื่มแรกๆ ของคาเฟ่หรือบาร์ประเภท Specialty coffee หรือกาแฟพิเศษเป็นที่เรียบร้อย บางร้านถึงกับทำเป็นป้ายเมนูเล็กๆ ตั้งไว้บนเคาร์เตอร์บาร์ เพื่อให้เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจ ต้องการลูกค้าขาจรและขาประจำเห็นชัดๆ ว่านี่เป็นเมนูแนะนำพิเศษจริงๆ อยากให้ลองดื่มกันดู

หรืออีกนัยหนึ่งต้องการจะบอกลูกค้าว่า ร้านกาแฟเราอยู่ในกระแสนะ ไม่ได้ตกเทรนด์แต่ประการใด กาแฟตัวนี้รสชาติดีจริงๆ ถ้าไม่ดี ไม่เอามาแนะนำให้ลูกค้าหรอก อะไรทำนองนั้น

อย่ากระนั้นเลย คอกาแฟผู้ชอบลองของใหม่อย่างผู้เขียนมีหรือจะพลาด ไปลองชิมแล้ว...เห็นว่านี่เป็นกาแฟที่ให้รสชาติแปลกใหม่จริงๆ รู้สึกแบบว่าได้จิบกาแฟที่มีหลากหลายรสชาติในแก้วเดียว

กาแฟตัวนี้ เรียกกันว่า Dirty Coffee เป็นเมนูกาแฟนมที่เสิร์ฟแยกชั้นกันอย่างค่อนข้างชัดระหว่าง ‘นมสดเย็น’ ที่อยู่ด้านล่างของแก้ว กับ ‘ช้อตเอสเพรสโซ’ หรือ ‘ริสเทรตโต’ (การสกัดช้อตเอสเพรสโซที่เข้มข้นกว่าช้อตปกติ) ไว้ด้านบน จึงต้องเสิร์ฟใน ‘แก้วใส’ เท่านั้นเพื่อให้มองเห็นถึงการแยกชั้นเป็นลวดลายต่างๆ อันเป็น ‘จุดขาย’ ของกาแฟเมนูนี้ จัดเป็นกาแฟอีกตัวที่ดูงามทั้ง ‘หน้าตา’ และ ‘รสชาติ’

ช้อตเอสเพรสโซ จัดว่าสำคัญมากสำหรับ "Dirty Coffee" ภาพ : Rene Porter on Unsplash

ทว่าท่านผู้อ่านเห็นชื่อแล้วอาจนึกแปลกใจพร้อมตั้งข้อสงสัยว่า อะไรกันมีด้วยหรือ ‘กาแฟสกปรก’ ...ถ้าแปลตรงตัวตามคำศัพท์ก็คงจะเป็นเช่นนั้น แล้วกาแฟตัวนี้ก็ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากเมืองกาแฟโลกอย่างอิตาลี แต่มาจาก ‘โตเกียว’ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีการบริโภคกาแฟในลำดับต้นๆ ของโลก และก็มีร้านกาแฟเปิดบริการมากเหลือเกิน แทบจะทุกตรอกซอกซอย

เอาเข้าจริงๆ เครื่องดื่มตัวนี้มีความเอร็ดอร่อย ให้รสชาติแปลกพิเศษ ดีงามเอามากๆ ตรงข้ามกับชื่อที่ตั้งขึ้นเลยทีเดียว อย่างที่เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบไปแล้วว่า เมนูตัวนี้เป็น กาแฟนม มีส่วนผสมระหว่างกาแฟกับนมเหมือน ‘ลาเต้’ หรือ ‘คาปูชิโน’ แต่สูตรนั้นแตกต่างกันออกไป โดย Dirty Coffee นั้น กาแฟอยู่บน นมสดอยู่ด้านล่าง ส่วนลาเต้หรือคาปูชิโน กาแฟอยู่ล่าง นมสดอยู่ด้านบน

ไฮไลท์ของกาแฟนมน้องใหม่ตัวนี้อยู่ที่ ‘กรรมวิธีการชง’ ซึ่งนำไปสู่การตั้งชื่อกาแฟว่า ‘Dirty Coffee’ตามจินตนาการของผู้คิดค้นเป็นคนแรกๆ ทำให้ตัวผู้เขียนเองเข้าใจได้เลยว่า ผู้คิดกาแฟเมนูนี้ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟหรือบาริสต้าที่อยู่ในสายอาร์ท มีบุคลิกและอารมณ์ของความเป็นศิลปินสูง ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งชื่อกาแฟออกมาโดยไม่กลัวลูกค้าเข้าใจผิด หรืออาจเป็นคอนเซปท์ของทางร้านที่ต้องการสร้างความต่าง เพื่อดึงดูดลูกค้า

...ขอเพียงได้ยินชื่อ ก็อยากก้าวเข้ามาค้นหาความหมายแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่

วิธีการดื่ม ‘Dirty Coffee’ จะไม่ใช้ช้อนคนส่วนผสมก่อนดื่ม ประมาณว่าเสิร์ฟมาอย่างไร ก็ยกขึ้นจิบอย่างนั้น ทั้งนี้เพื่อสงวนรักษาไว้ซึ่งรสชาติแต่ละช่วงชั้น นั่นทำให้ผู้ดื่มสามารถซึมซับรสชาติและกลิ่นที่ต่างกันออกไปตามลำดับการจิบ โดยจิบแรก ได้รสชาติเข้มขลังของเอสเพรสโซ จิบสองรับรู้ถึงความหอมกลมกล่อมนุ่มละมุนแบบนัวๆ ของกาแฟที่ผสมกับนม จิบสามหรือจิบต่อไป จะสัมผัสได้ถึงรสหวานนุ่มของนมสดที่แช่เย็นจัด

ที่มาที่ไปของชื่อมาจากกรรมวิธีการชง ที่นำแก้วใสใส่นมสดไปแช่เย็นในเวลาและอุณหภูมิที่กำหนดไว้ เพื่อให้นมสดมีความตึงตัวและมีเนื้อข้นกว่าในอุณหภูมิปกติ ก่อนราดหรือรินด้วยช้อตเอสเพรสโซ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ น้ำกาแฟเอสเพรสโซจะค่อยๆ แทรกซึมลงสู่นมสดแช่เย็นเบื้องล่าง ปรากฏเป็น ริ้วรอย หรือ เส้นสายต่างๆ นานา บริเวณแก้วด้านในที่เต็มไปด้วยนมสดเย็นสีขาวก็จะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบของกาแฟเข้มข้น

ดังนั้น คำว่า Dirty ในที่นี้ จึงไม่ได้หมายถึง ‘สกปรก’ แต่แปลฉีกไปเป็นอีกความหมายหนึ่งนั่นก็คือ ‘เปรอะเปื้อน’ ชัดๆ ก็คือ คราบของเอสเพรสโซที่เปรอะเปื้อนภายในแก้วนมสีขาวบริสุทธิ์ต่างลีลาและท่วงท่าแล้วแต่กาแฟและนมจะนำพาไป ริ้วรอยและเส้นสายที่ชอนไชลงไปแทบจะไม่ซ้ำแบบกันเลยในแต่ละแก้ว อาจจะคล้ายหรือใกล้เคียงกันบ้างแต่ไม่เหมือนกันแน่นอน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่ง ‘ความหมาย’ ที่ซ่อนอยู่ภายในแก้วกาแฟได้อย่างแท้จริงทีเดียว

เคาน์เตอร์บาร์ของร้าน Bear Pond Espresso ภาพ : เฟสบุ๊ค Bear Pond Espresso

โดยหลักๆ แล้ว แม้จะมีส่วนผสมแค่นมกับกาแฟ แต่การนำช้อตเอสเพรสโซหรือริสเทรตโต รินหรือเทลงในแก้วนมสดแช่เย็นนั้น มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายรูปแบบตามสไตล์ของผู้ทำหรือบาริสต้า บางคนนำแก้วนมสดแช่เย็นไปวางรอช้อตเอสเพรสโซจากเครื่องชง แต่วิธีนี้ต้องระวังนิดนึงตรงหากว่านมจับตัวแข็งเกินไป จะกลายเป็นทำนบขวางกั้นไม่ให้น้ำกาแฟไหลลง

บางคนใช้ช้อตเอสเพรสโซอีกแก้ว แล้วค่อยๆ รินใส่ด้านบนของนมสด ข้อดีก็คือ สามารถกำหนดจุดให้น้ำกาแฟไหลลงสู่ภายในขอบแก้วตรงมุมไหนก็ได้ บางคนรินเอสเพรสโซใส่ช้อน เพื่อให้น้ำกาแฟค่อยรินไหลชอนไซไปทั่วขอบแก้ว ไม่ทะลุร่วงลงไปผสมกับนมด้านล่างเสียหมดในคราเดียว

บางคนนิยมทำเป็น ‘Double Dirty’ คือ รินเอสเพรสโซใส่นมแบบ 2 จบในแก้วเดียว และเสิร์ฟในแก้วไซส์ขนาดใหญ่ บ้างชอบหวานนิดๆ ก็เพิ่มน้ำเชื่อมกลิ่นต่างๆ ลงไปในแก้วนม เช่น คาราเมลหรือฮาเซลนัท ก่อนเติมเอสเพรสโซลงไป หรือหากต้องการเพิ่มความหวานมัน ก็นำวิปครีมลงไปผสมกับนมแช่เย็น

เจ้า Dirty Coffee ไม่ได้เก่าแก่อย่างเอสเพรสโซหรือคาปูชิโน เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง จากฝีมือการสร้างสรรค์ของ คัตซึยูกิ ทานากะ เจ้าของ Bear Pond Espresso บาร์เอสเพรสโซชื่อดังประจำย่านชิโมะคิตาซาวะในกรุงโตเกียว ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 โดยคัตซึยูกิ ได้นำกาแฟนมที่เสิร์ฟแยกชั้นกันนี้ ไปเปิดตัวที่ร้านกาแฟ Joe The Art of Coffee ในนครนิวยอร์ค ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักจากคอกาแฟทั่วโลก จนกลายเป็นสัญลักษณ์หรือซิกเนเจอร์ประจำ Bear Pond Espresso ไป

Dirty Coffee ของ Bear Pond Espresso จะเสิร์ฟในแก้ว Mason jar หรือขวดแก้วทรงกลม สูตรของร้านนี้แบ่งการทำออกเป็น 2 จบ จบแรกใช้เอสพรสโซ 80 เปอร์เซ็นต์ กับนมเย็น 20 เปอร์เซ็นต์ และจบที่สองใช้นม 80 เปอร์เซ็นต์ กับเอสเพรสโซ 20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดกาแฟที่นำมาจากทำเอสเพรสโซนั้นผ่านการเบลนด์โดยฝีมือของมือคั่วกาแฟที่ชื่อ โนริเอกิโน โยชิเม เพื่อให้ทานากะนำไปชงกับเครื่องเอสเพรสโซ la marzocco ภายใต้เทคนิคพิเศษเฉพะตัว

ผู้เขียนไปโตเกียวมา 2-3 ครั้งแต่ไม่เคยแวะร้านนี้เสียที ทั้งๆ ที่เป็นบาร์กาแฟติดลิสต์ ‘ต้องไป’ ในอันดับต้นๆ ของโตเกียว รู้สึกเสียดายมาก แต่เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคอกาแฟตัวยง บอกว่า เอสเพรสโซที่นี่ออกโทนหวานเพราะมีคั่วและชงด้วยสไตล์เฉพาะตัว พร้อมแนะนำว่า ถ้ามีโอกาสไปโตเกียวอีก ห้ามพลาดเด็ดขาด นี่คือหนึ่งในบาร์เอสเพรสโซที่ดีที่สุดของโตเกียว แต่เจ้าของร้านออกจะอารมณ์ศิลปินนิดหน่อย เสียงดังไปบ้าง แล้วก็ห้ามถ่ายรูปในร้านด้วย

คือประมาณ ถ้าเข้าไปนั่งร้านแล้วมาเซลฟี่กันโน่นนี่นั่น อาจจะโดนดุเป็นภาษาอังกฤษเอาง่ายๆ ควรทำตัวเรียบร้อยนิดนึง...เพื่อนบอกมาอย่างนี้


ร้าน The Old School : Specialty Coffee เพิ่มชาเชียวมัทฉะใน Dirty Coffee

หากอยากดื่มเอสเพรสโซอันเป็นสูตรของร้านที่ชื่อ ‘Angel Stain’ ต้องไปถึงร้านเร็วหน่อย เพราะวันหนึ่งเตรียมไว้บริการลูกค้าไม่กี่แก้วเอง บ่ายๆ ก็หมดแล้ว และถ้าอยากพบทานากะตัวเป็นๆ เมื่อไปถึงร้านแล้วเห็นจักรยานยนต์สีแดงยี่ห้อคาวาซากิจอดอยู่หน้าร้าน ก็อุ่นใจได้เลยเจอตัวจริงแน่ๆ

เช่นเดียวกับเมนูเครื่องดื่มตัวอื่นๆ ก่อน Dirty Coffee จะถูกนำมาบรรจุไว้เมนูตัวใหม่หรือเมนูแนะนำประจำบาร์กาแฟนั้น ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนสูตรกันไปบ้าง เพื่อแสดงออกซึ่งศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์ของพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญประจำร้าน หากทำเหมือนกับสูตรตั้งต้น ก็จะไม่เกิดไอเดียอะไรใหม่ๆ และไม่ได้ในทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถด้วย

ดังนั้น ร้านกาแฟที่มีมาตรฐาน มักได้รับการยกย่องและความนิยมจากลูกค้า มีคอกาแฟสมัครใจเป็น FC กันเป็นจำนวนมาก ต่อให้สถานที่ตั้งร้านอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหน ก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่ประการใด อย่างร้าน Bear Pond Espresso ของนักขับคาวาซากิสีแดงคนนั้น ก็มีคอกาแฟนานาชาติ ตั้งใจเดินทางไปโตเกียวเพื่อดื่มกาแฟที่ร้านนี้เป็นการเฉพาะ ในจำนวนนี้เป็นคนไทยเราก็ไม่น้อยเลย

การคิดค้นกาแฟแต่ละเมนูเพื่อสร้างเป็นสไตล์ประจำร้านนั้น ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเทส ตั้งแต่ส่วนผสม วิธีการ และรสชาติ เมื่อปล่อยออกไปแล้วจะโดนใจลูกค้ามากน้อยขนาดไหน ‘Dirty Coffee’ ของหลายๆ ร้านในบ้านเรา ให้ความสำคัญกับเมล็ดกาแฟและนมที่ต้องคัดสรรเป็นอย่างดี ให้ได้รสชาติและกลิ่นออกมาตามที่ต้องการ

สไตล์ Dirty Coffee จากร้านกระทรวงการคั่ว

อย่าง Dirty Coffee ของ The Old School : Specialty Coffee ร้านกาแฟคุณภาพย่านนนทบุรี เพิ่มชาเขียวมัทฉะเกรดพรีเมี่ยมจากญี่ปุ่น กับกาแฟดอยช้างและบราซิล เติมลงไปในนมสดแช่เย็น ถือเป็น Dirty ที่สวย แปลก และกลมกล่อมละมุนไม่ซ้ำแบบใคร

หรือ กระทรวงการคั่ว (Ministry of Roasters) ร้านกาแฟพิเศษในกรุงเทพมหานคร ใกล้บ้านผู้เขียน ได้คิดค้นสูตร Double Dirty ในแบบฉบับของร้าน มีการคัดสรรสายพันธุ์กาแฟ และเลือกใช้นมถึง 2 ชนิดด้วยกัน มีการโรยท็อปปิ้งบนแก้วด้วยน้ำตาลอ้อยครึ่งแก้ว

การสร้างรูปแบบริ้วรอยเปรอะเปื้อนในแก้วใสนั้น ต้องละเอียดและพิถีพิถันกันตั้งแต่อุณหภูมิและเวลาในการแช่นมสดเย็น เพื่อไม่ให้เอสเพรสโซจมลงในนมเย็นทันที จะใช้ช้อตเอสเพรสโซเข้มกว่าปกติดีหรือไม่ สัดส่วนระหว่างกาแฟกับนมล่ะเท่าไหร่ดี เหล่านี้ล้วนอาศัยความสามารถและประสบการณ์แทบทั้งสิ้น

‘Dirty Coffee’ จึงเป็นกาแฟนมที่ผู้ชงเปรียบเหมือนศิลปิน ตวัดพู่กันป้ายเส้นสายสีน้ำตาลเข้มลงบนผืนสีขาวบริสุทธิ์ตามแต่จินตนาการ ทำให้เกิดเป็นที่มาของชื่อกาแฟ ช่างลึกยิ่งนัก

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/social/891809

โมฮิโต (สเปน: mojito) เป็นเครื่องดื่มไฮบอลแบบดั้งเดิมของคิวบา ประกอบด้วยส่วนผสมหลักห้าอย่าง ได้แก่ รัมขาว น้ำตาลทราย (ตามธรรมเนียมเดิมใช้น้ำอ้อย) น้ำมะนาว โซดา และใบพืชสกุลสะระแหน่หรือมินต์ การผสมผสานกันระหว่างความหวาน ความเปรี้ยว และกลิ่นสมุนไพรจากสะระแหน่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมรสชาติของรัม และทำให้โมฮิโตเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดหนึ่งในฤดูร้อน
ในการเตรียมโมฮิโตรูปแบบหนึ่งจะเทน้ำมะนาวลงไปในแก้วที่ใส่น้ำตาลทราย (หรือน้ำเชื่อมธรรมดา) และใบสะระแหน่ไว้แล้ว จากนั้นใช้ไม้คนเครื่องดื่มคนและบดส่วนผสมเบาๆ ทั้งนี้ ควรขยี้ใบสะระแหน่ให้พอช้ำเพื่อให้คายน้ำมันหอมระเหยและต้องไม่ขยี้จนแหลกละเอียด จากนั้นจึงเทรัมลงไปและคนให้เข้ากันเพื่อให้น้ำตาลละลาย อาจนำใบสะระแหน่ขึ้นจากก้นแก้วเพื่อการนำเสนอที่ดี สุดท้ายราดน้ำแข็งและโซดา ตกแต่งแก้วด้วยใบสะระแหน่และมะนาวฝานบางๆ โมฮิโตเป็นหนึ่งในไฮบอลจากรัมที่โด่งดังที่สุด นอกจากนี้ยังมีหลายรูปแบบ โมฮิโตเป็นหนึ่งในไฮบอลจากรัมที่โด่งดังที่สุด นอกจากนี้ยังมีหลายรูปแบบ 

Labels: 0 comments |


ปัจจุบัน คาเฟ่กาแฟเล็กๆ  เปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก  ถือเป็นหนึ่งในฝันของมนุษย์เงินเดือนที่อยากปลดแอกตัวเองเพื่อไปทำธุรกิจนี้  แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป  เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่หลายคนยังนึกไม่ถึง คำยืนยันจากผู้ที่คลุกคลีในแวดวงการเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองมานานมากกว่า 30 ปี เพื่อส่งต่อไปถึงมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเก็บ และกำลังจะลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านขายกาแฟว่า ธุรกิจนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

หลายปีที่ผ่านมา คุณปุญชรัศมิ์ เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจร้านกาแฟแบบแฟรนส์ไชน์ แบรนด์ UCC ของประเทศญี่ปุ่น ต่อมาจึงสร้างแบรนด์ของตัวเองในหลายแบรนด์ทั้ง The coffee maker ,  D-Caffeine รวมถึง MCC Modern Coffee เคยมีร้านกาแฟมากถึง 30 สาขา แต่ปัจจุบัน เหลือ 10 กว่าสาขา เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่เจ้าของแบรนด์อย่างเธอ ไม่สามารถควบคุมได้

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ทำเลที่ตั้งร้านกาแฟ  และที่จอดรถ ลูกค้าสามารถแวะซื้อกาแฟได้สะดวก 
หลายคนนึกถึงห้างสรรพสินค้า ที่ตอบโจทย์ทำเลที่ว่านั้นได้ แต่คุณปุญชรัศมิ์ ระบุว่า  ร้านกาแฟในห้าง ต้องขายให้ได้อย่างน้อย 200-300 แก้วต่อวัน  เพื่อให้เพียงพอต่อค่าเช่าที่ และค่าพนักงาน  ที่ถือเป็นรายจ่ายหลักของธุรกิจนี้

แต่หากคุณจะเปิดร้านกาแฟแบบ  สแตนอะโลน  เช่าชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ เพื่อทำร้านกาแฟ แบบนั่งนานๆ นั่นเหมาะกับคนที่มีสภาพคล่องเพียงพอมากกว่า

นายกสมาคมแฟรนส์ไชส์ บอกว่า ร้านกาแฟ เป็นหนึ่งในสินค้าแฟรนไชส์ กลุ่มบริการที่ได้รับความนิยม เพราะการเปิดแบรนด์ใหม่นั้น ง่ายแค่ลงทุนและหาทำเล  แต่การทำให้ยั่งยืนนั้นยาก 

สถาบันอาหาร ได้รวบรวมข้อมูล มูลค่าตลาดกาแฟในไทย ในปี 2554 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด พบว่า มีมูลค่าที่ 36,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้รวมตลาดกาแฟสำเร็จรูป , กาแฟกระป๋อง และกาแฟร้านสะดวกซื้อ ส่วนมูลค่าเมล็ดกาแฟคั่วบด อยู่ที่ 2,300 ล้านบาท  และมีโอกาสถึง 5,000 ล้านบาท  ในปี 2558 ซึ่งมูลค่าตลาดที่มีจำนวนสูงขนาดนี้  ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า ธุรกิจนี้จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : VoiceTV